กฎหมาย “สามพี่น้อง” รักพี่สาวใจดี แต่น้องสองคนโหดเกินไป
สุขภาพ

photodune-2043745-college-student-s

จาก พล.อ.ต.อิทธพร คณะเจริญ บรรยายถึงร่าง พ.ร.บ.คุ้มครองผู้เสียหาย คือกฎหมายที่มีเนื้อหาซ้อนกัน 3 วง เมื่อเกิดความเสียหาย วงที่ 1 เงินช่วยเหลือผู้เสียหาย แบบ ม.41 มีกฎหมายเดิมอยู่แล้ว ช่วยคนได้มากจนประจักษ์ มีในทั้ง 30 บาท (48 ล้านคน) และประกันสังคมที่กฎหมายออกแล้วกำลังเริ่มใช้ (12 ล้านคน) ขาดแต่ข้าราชการไม่เยอะ (4.8 ล้านคน) ที่ควรขยายต่อให้ครบ เอกชนไม่เกี่ยว แต่คนผิดยังฟ้องศาลได้ตามสิทธิประชาชน

ซึ่งลดการฟ้องร้องลงมากมายแล้ว---ทุกคนเห็นด้วยกับการช่วยเงิน แม้ NGO จะโจมตีว่าฝ่ายแพทย์ไม่เห็นด้วย ล้วนไม่จริง ช่วยคนเสียหายใครๆก็เอา เพราะทุกคนเห็นร่วมกันคือไม่อยากให้มีการฟ้อง หรือแม้แต่ร้องเรียน เอาเวลาไปดูคนไข้ดีกว่า

วงที่ 2 เกี่ยวกับคนทำงาน คือแพทย์ พยาบาล เภสัชกร และทุกวิชาชีพ ที่มี พ.ร.บ.ของตนเอง และมาตรฐานการรักษา ซึ่งการพิสูจน์ถูกผิดเรื่องใหญ่มาก

และซับซ้อน ต้องกระทบกฎหมายมาตรฐานวิชาชีพอย่างน้อย 5 สภา โดยปกติมีกระบวนการพิสูจน์เยอะมาก จากแต่ละสภาวิชาชีพมีข้อบังคับจริยธรรม ทุกสภามีราชวิทยาลัยกำกับ มีการตั้งคดี สอบสวน และลงโทษ ที่ยกเลิกไม่ได้ ถอนฟ้องไม่ได้ ปัญหาคือสภาวิชาชีพต้องพิสูจน์ถูกผิดเมื่อมีเรื่องร้องเรียน และหากถูกมาตรฐานคณะกรรมการจะยกฟ้อง ส่วนคนผิด เพราะตั้งใจเจตนาทำผิดร้ายแรง สภาวิชาชีพต้องลงโทษตามระดับยกเว้นไม่ได้ กฎหมายใหม่นี้ออกมาขัดหลักความจริงที่รับ “ไม่ได้” ไม่พิสูจน์ถูกผิด

แล้วคนถูกจะบริสุทธิ์ได้อย่างไร และคนผิดจะลอยนวลได้หรือ...จะจ่ายปิดปากคนฟ้องทุกคนดูน่าแปลก และยังเขียนว่าถ้ารักษาถูกต้อง เป็นตามโรคและการรักษา ไม่จ่ายเงินชดเชยนี้...แล้วถ้าไม่พิสูจน์จะทราบได้อย่างไร หรืออาศัยแค่กล่าวโทษและประมาณการตัดสินกันบนโต๊ะ โดยกรรมการที่มีภาคประชาชนแล้วจ่ายเงิน ดูแปลกไปอีก เพราะเงินหลวง ข่าวว่าการไล่เบี้ยยังทำได้ยิ่งไปกันใหญ่ ดังนั้นคนที่เสียหายมาขอรับเงินต้องมี “ข้อหา” มาด้วยใช่หรือไม่ คือต้องมีข้อจับผิด (แพะ) มาว่าพลาดยังไง หมอมาช้า พยาบาลรักษาไม่ถูก...แล้วการรักษาจะเดินต่ออย่างไร...แค่คำร้องเรียนว่าหมอ พยาบาลผิดอย่างไร เพื่อรับเงินช่วยเหลือที่เพิ่มขึ้นมหาศาล ไม่ต้องถึงฟ้องศาล วงการแพทย์รัฐก็ล่มแล้วครับ

ต่างประเทศมีหลายโมเดล บางที่ใช้การพิสูจน์ถูกผิด แต่ไม่เอาผิดตัวบุคคล เว้นจงใจเจตนา ทุรเวช รัฐรับผิดชอบเพราะถือว่าเป็นเจ้าของระบบ และเร่งไปพัฒนาระบบ โดยเงินจะจ่ายเพื่อเป็นการดูแลตัวคนที่พิการ ที่เสียหายผ่านกลไกที่ยั่งยืนเป็นรายเดือน มีการติดตามช่วยเหลือต่อเนื่อง ถือว่าเป็นคนพิการ “ของรัฐ” อาจดูแลในสถานดูแลคนพิการของรัฐ เช่น พม. เพราะเชื่อว่าการจ่ายเงินก้อน ใช้ไม่นานหมด เขาจะลำบากระยะยาว และต้องมีหมอดูแลตลอดชีวิต มีตัวอย่างให้ได้ยินเสมอๆว่าพอเงินชนะคดีหมด จากซื้อของ แบ่งลูกหลาน แบ่งทนาย แต่เขาต้องมารักษากับหมอในจังหวัดเดิม ทีมเดิม ที่เขาฟ้องไป ต่อเนื่องโดย 30 บาท แต่ความ

สัมพันธ์ก็เปลี่ยนไป แม้หมอ พยาบาล จนท.ส่วนใหญ่ยังคงเมตตาดูแลให้ แต่รอยร้าวย่อมเป็นตราบาปในใจคู่ขัดแย้งที่แก้ไขยาก...ดังนั้น แก้ปัญหาระยะสั้น จ่ายเงินในวงที่ 1 อาจสร้างปัญหาระยะยาวในวงที่ 2 อันตรายมาก ต้องป้องกัน

วงที่ 3 เรื่องของสถานพยาบาลที่ไม่พร้อม ขาดแคลนหมอ พยาบาล เตียง เครื่องมือ คนยังต้องเข้า รพ.รัฐ เพราะทุกคนมีสิทธิฟรีเท่าเทียม แต่กลับเข้าไม่ถึง เข้าไม่ได้ ไม่มีคนรับผิดชอบโดยตรงในการหาที่ให้รักษา จากคิวรักษายาว คิวผ่าตัดยาวนาน เตียงไอซียูไม่มี ห้องคนไข้หนักไม่มี ตู้อบเด็กไม่พอ ห้องผ่าตัดเปิดไม่ได้ต้องส่งต่อไป รพ.ใหญ่ จนอาจตายกลางทาง เรื่องจริงของความขาดแคลนทั้งนั้น ตราบใดที่รัฐไม่สามารถสร้าง รพ.ศิริราช รามาฯ ราชวิถีในทุกจังหวัดได้ ด้วยงบมีจำกัดมากๆ จ่ายค่าตอบแทน (ที่ไม่ใช่เงินเดือน) หมอพยาบาลยังไม่พอในหลายที่ เพราะความไม่เพียงพอ ซ้ำไม่สามารถอธิบายให้ทุกคนเข้าใจได้ ความเสียหายบนความไม่เข้าใจระบบการรักษาต้องมีต่อเนื่องแน่นอน จากความบกพร่องของระบบในโลกความเป็นจริง

กฎหมายใหม่จะอ้างกันงบกองทุนไว้พัฒนาอย่างไรก็เป็นการแก้ที่ปลายเหตุที่ทำได้ยาก ยิ่งบางฉบับมีบทให้ลงโทษ รพ.ขาดแคลนเหล่านั้นโดยเรียกเก็บเงินเพิ่ม ยิ่งเจ๊งสนิท เอาเงินไปแก้ปัญหาต้นทางก่อนน่าจะดีที่สุด แค่ประเทศไทยมี รพ. และบุคลากรที่เสียสละไปดูแลคนไข้ที่ห่างไกลในชุมชนกับพี่น้องประชาชนชนบทได้ก็ยอดเยี่ยมแล้ว ถ้าออกกฎหมายเชิงลงโทษแบบนี้มา รพ.เล็กที่ขาดแคลนทำงานบกพร่องแน่ๆ...เว้นไม่กล้าทำการรักษา ส่งต่อ รพ.ใหญ่เลยแบบที่ผ่านมา เพราะไม่รักษา ย่อมไม่ผิดพลาด ระบบเล็กๆจะล่มตามๆกัน ท้ายสุดชาวบ้านจะพึ่งใคร

วงสามต้องทำบนพื้นฐานความจริงที่ทำให้ รพ.รัฐอยู่ได้ และประชาชนได้รับการดูแลแบบสมดุล ใช้ยาแรงไปอันตราย ปัญหากฎหมายสามวง สามพี่น้อง ที่พี่สาวใจดีเหลือหลาย แต่น้องชายมหาโหด จึงจบยาก บางคนเอามาปรักปรำคนที่คิดต่างว่าไม่อยากช่วยคนไข้เพราะวงแรกที่แสนใจดี (แจกเงินปิดปากปิดคดี) นั้นไม่จริง ใครๆก็อยากช่วยกันทุกคน มีเงินมากช่วยไปเลยครับ แต่วงสอง (หาแพะประกอบการเบิกในคำร้องเรียน) และวงสาม (ปรับเงินเพื่อพัฒนาโรงพยาบาลที่ไม่พร้อมที่เกิดคดี) ต่างหากนำไปสู่จุดล่มของระบบสาธารณสุขไทยในภาครัฐ ที่ทุกคนห่วง...ที่เราอยากได้คือ ลดการร้องเรียนหมอ ให้หมอดีๆบนความขาดแคลนกลับไปทำงาน

แต่ที่นักกฎหมายรับไม่ได้คือ หมอที่เจตนาทุรเวช แล้วลอยนวล รอดจากกฎหมายนี้ คนที่ผิดต้องถูกลงโทษ ที่ผ่านมาระบบต้องการช่วยคนที่ทำถูกต้อง แต่เสียหายเพราะป่วยแล้วไปรักษาในระบบรัฐที่ระบบที่ไม่พอเพียง หรือเครื่องมือ ยาไม่มี คนไม่พอดูแลมากกว่าไม่ใช่หรือ เป้าหมายหลักเราต้องการ “ลดการร้องเรียน” ที่ปะทะกัน เราจึงต้องมีการไกล่เกลี่ยในทุกโรงพยาบาล กฎหมายใดเพิ่มการร้องเรียน เพราะรับเงินได้ง่ายและเร็ว

แม้จะลดการฟ้องร้องถึงชั้นศาล ก็ย่อมผิดวัตถุประสงค์ หมอ พยาบาล จนท.รัฐหมดกำลังใจ ตั้งแต่ถูกร้องเรียนได้ง่ายๆในความผิดเรื่องที่ไม่ได้ ทำเพื่อขอรับเงินแล้วครับ โปรดช่วยกันหาทางออกด้วยนะครับ กฎหมายแบบบังคับรับ “สามพี่น้อง” นี่ แม้พี่จะแสนดีเพียงใด หากไม่แก้ไขน้องให้เหมาะสมตามจริง ระบบการฟ้องร้องคงไม่ขึ้นจากเหวแน่นอน อย่างไรก็ตาม หมอดื้อขอเพิ่มเติมว่า การตัดสินถูกผิดโดยการดูเหตุการณ์ย้อนหลัง แต่ไม่ดูสถานการณ์ขณะนั้นว่าแบกรับภาระขนาดไหน การพลาด การช้า จากสภาพที่ไม่มีใครเหลียวแล มีใครจะช่วยบ้าง.


หมอดื้อ