ง่ายๆ เพียงแค่ทำ หรือต้องไม่ทำ เข้ายุค 4.0
สุขภาพ

photodune-2043745-college-student-s

ในสภาวการณ์คับขันทางเศรษฐกิจ และโรครุมเร้าเต็มไปหมด ยกตัวอย่าง อ้วน เบาหวาน ไต สมองเสื่อม พาร์กินสัน ทำให้คนไทยเปราะบาง และเข้าสู่สังคมสูงอายุ 4.0 เต็มตัว ปัญหาคือ เงินเราก็มีไม่มาก ฉะนั้นต้องหาอะไรใกล้ตัว ราคาถูกเสริมป้องกัน อะไรที่ว่าง่ายๆ ประกอบด้วยทั้งไม่ทำ ไม่ต้องใช้ กลับแข็งแรงขึ้น หรือต้องทำแต่แค่เป็นอะไรง่ายๆ แต่ทำให้แข็งแรงขึ้นอย่างไม่น่าเชื่อ จากนั้นค่อยๆดั้นด้นมองหานวัตกรรมที่ตอบโจทย์เตรียมพร้อมรับมือกับโรคประดามี เช่น โรคระบาด

ที่ว่า “ไม่ต้องใช้” มีหลายอย่างที่ไม่ใช้แล้วกลับรอดแถมประหยัด ตัวสำคัญเช่นการกินแคลเซียมจะมีหรือไม่มีวิตามินดีร่วมก็ตาม ทั้งนี้ หลักฐานจากการรวบรวมวิเคราะห์และประกาศผ่านวิทยาลัยอายุรแพทย์สหรัฐอเมริกาในปี 2013 พบว่า สตรีวัยทองอายุระหว่าง 50-79 ปี (จำนวน 36,282 ราย) ติดตามไป 7 ปีที่ได้แคลเซียม โดยจะมีหรือไม่มีวิตามินดีก็ตาม อัตรากระดูกหัก ยุบ ไม่ต่างกับคนไม่ได้กิน มิหนำซ้ำอาจมีนิ่วในระบบทางเดินปัสสาวะ การวัดความหนาแน่นของกระดูกก็ไม่จำเป็นต้องทำแต่เนิ่นๆ ในผู้หญิงทำตั้งแต่อายุ 65 ในชายอายุ 70 ปีขึ้นไป โดยที่การเสริมแคลเซียมดังกล่าว ไม่ทำให้ความหนาแน่นของกระดูกหนาขึ้นด้วย ทั้งที่เพิ่มเติมจากอาหาร (จำนวน 1,533 ราย) และจากยาและอาหารเสริม (จำนวน 12,257 ราย)

จากรายงานในวารสารประสาทวิทยาของอเมริกา ปี 2016 พบว่า ผู้เสริมแคลเซียมกลับมีโรคสมองเสื่อมเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะผู้ที่เคยเป็นอัมพฤกษ์หรือเส้นเลือดสมองตีบอยู่แล้วจะมีความเสี่ยงเพิ่ม 7 เท่า หรือแม้แต่ไม่มีอาการใดๆก็ตาม แต่มีแผลเป็นอยู่ในสมองจากเส้นเลือดตันโดยไม่รู้ตัวจะมีความเสี่ยงเพิ่มขึ้น 2 เท่า

อีกตัวอย่างคือ การใช้ยาลดกรดในกระเพาะ เช่น กันกรดไหลย้อน (Proton Pump Inhibitor) โดยใช้เป็นเวลานาน เป็นทีละครึ่งปี หรือเป็นปีๆ ทั้งๆที่ไม่ควรใช้นานเกิน 2-4 เดือน ปรากฏคนที่เริ่มสูงวัยเหล่านี้มีสมองเสื่อมเพิ่มขึ้น (รายงานในปี 2016) และหนำซ้ำเพิ่มการเกิดโรคอัมพฤกษ์ เส้นเลือดสมองตัน การเกิดโรคเหล่านี้อาจอธิบายได้ว่ายาลดกรดซึมเข้าเลือด ผ่านเข้าสมองได้โดยตรง และทำให้ตัวทำลายสารพิษอัลไซเมอร์มีความเป็นกรดน้อยลง เลยมีขยะพิษมากขึ้น รวมทั้งทำให้ความยืดหยุ่นในเส้นเลือดสมองชำรุด

ยาสมองเสื่อมที่หมอชอบจ่าย เวลาไปบ่นว่าความจำไม่ดี เลยให้กินยากระตุ้นสมองที่มีฤทธิ์เสริมสาร Acetylcholine ในสมอง ยาเหล่านี้ไม่ชะลอ ไม่รักษาโรค แค่กระตุ้นให้ดูกระฉับกระเฉงจะได้ดูจำอะไรง่ายขึ้น ขัดกับหลักการพอเพียง ซึ่งควรใช้พลังงานสมองที่พอเหมาะประหยัด แต่กลับถูกกระตุ้นตลอดเวลา ทั้งเวลาที่พักอยู่ไม่ได้ทำงาน การที่มีการกระตุ้นตลอดเวลา อายุสมองกลับจะสั้นลงอีก

ในที่สุดเสื่อมกลายเป็นเด็ก แค่ “ไม่ต้องใช้” ที่ว่ามากลับประหยัดเงินประเทศจากการไม่ต้องสั่งยานอก และชะลอเวลาที่เกิดสมองพัง ต้องมาตามอุ้ม ตามป้อนข้าว พาไปอาบน้ำ

ทีนี้ “ที่ต้องทำแต่ทำได้ง่ายๆ” อย่างเช่นที่เราเคยเห็นคนเป็นโรคพาร์กินสัน ตัวแข็ง เดินช้า ฝืด บางทีมีมือสั่น ต้องกินยาเป็นเข่ง ยิ่งกินยาเหล่านี้อยากให้ดูปกติกลับเร่งให้โรคไปเร็วขึ้นไปอีก ที่ต้องทำและพิสูจน์แล้วว่าได้ผลใช้ยาน้อย เคลื่อนไหวคล่อง การทรงตัวดีคือ ปั่นจักรยาน (ใน YouTube พิมพ์คำว่า Bicycle Parkinson) จะมีวีดิโอแสดงคนไข้ที่ดีขึ้น ชัดเจน แค่ปั่นจักรยาน ทั้งปั่นอยู่กับที่จนกระทั่งปั่นออกถนนได้ และยังคงความกระฉับกระเฉงไปได้อีกเป็นชั่วโมง หลังปั่น หรือว่ารำไท้เก๊กยิ่งได้ผลแบบเดียวกัน ทั้งจักรยานและรำมวย

รายงานในวารสารการแพทย์ชั้นนำของสหรัฐฯ (นิวอิงแลนด์) แค่เรายังงมงายเสียเงินสั่งยาแถมคนไข้หมดสภาพเร็วขึ้นไปอีก ที่ต้องทำแถมอีกอย่างคือ กินวิตามินบี 1 วันละ 100 มิลลิกรัม บี 12 วันละ 0.5 มิลลิกรัม เพราะคนไทยขาดวิตามินเหล่านี้อย่างเหลือเชื่อ โดยเฉพาะ บี 1 ซึ่งถ้าขาดจะมีอาการทางเส้นประสาท ทางหัวใจ หรือทางสมอง ซึม เซ ตากระตุก เข เหล่ และ ถ้ารอดก็จะมีความจำเสื่อม ในช่วงปี 2015 และ 2016 มีคนอัมพาตแขนขาอ่อนแรง 100 กว่าคน ตายมากกว่า 10 คน จากหัวใจวาย น้ำท่วมปอด ทั้งๆที่หุ่นดี ล่ำสันก็ตาม

โดยที่การกินอาหารของคนไทยเราบิดเบี้ยว ข้าวขัดสี การลอกเลียนอาหารฝรั่ง และอาหารดิบซึ่งมีตัวทำลายวิตามิน ซึ่งบี 1 เป็นตัวช่วยเปลี่ยนข้าว แป้งเป็นพลังงาน เมื่อเกิดมีภาวะต้องการวิตามินบี 1 มากขึ้น เช่น ออกกำลังหรือแม้แต่มีโรคติดเชื้อเล็กๆน้อยๆ เลยเกิดวิกฤติตายไป หลงเข้าใจผิดว่าเป็นเส้นเลือดตีบในหัวใจ เพราะอาการและผลตรวจเลือดกราฟหัวใจคล้ายกันหรือเป็นอัมพาตในเวลาอันรวดเร็ว วิตามินที่หมอว่าเม็ดละ 1-2 บาท ซื้อได้มั้ย?

เอาล่ะครับ มาดูนวัตกรรมเข้าท่าที่น่าทำได้เมื่อ 6 ปีที่แล้ว เพื่อนหมอจากฮาร์วาร์ดมาเยี่ยมและเอาเครื่องช่วยหายใจขนาดเท่าฝ่ามือหนัก 1.5 กิโลกรัม ใส่ถ่านก็ได้ 8 ชั่วโมง เสียบปลั๊กก็ได้ ทำงานได้เท่ากับเครื่องช่วยหายใจในห้องไอซียู เครื่องเป็นล้าน แถมต้องต่อกับแท็งก์หรือสายออกซิเจน

แต่แบบกระเป๋านี้ปรับความเข้มข้นออกซิเจนได้จากการสกัดไนโตรเจนออก ทำไมต้องมีเครื่องแบบนี้ ลองคิดดูนะครับ ถ้ามีโรคระบาด ซาร์ส หวัดนก ไข้หวัดใหญ่ เป็นปอดบวม เป็นพันคน โรงพยาบาลรับไหวมั้ย

ถ้ามีเครื่องแบบนี้เสียบต่อกับท่อหายใจเข้าปอดคนไข้จะช่วยชีวิตได้มากหลาย คิดไม่ออกว่าทำยังไง จะซื้อก็ได้ แต่ขายหน้าว่าไม่มีปัญญาทำ ก็ซื้อมาสัก 1 ตัว และแกะดูแล้วเลียนแบบ จีนเริ่มจากเลียนแบบ จนต่อมาทำนวัตกรรมเองในปัจจุบัน ยังมีอีกเป็นกระบุงที่เราสามารถเริ่มจากใกล้ตัว ไม่ใช้ ไม่ทำ หรือทำแต่ประหยัด และทำให้ตนเองแข็งแรง ไม่เป็นภาระต่อสังคม ซึ่งเป็นการผ่อนภาระทางเศรษฐกิจตกสะเก็ด และมีกำลังใจ กำลังสมอง กำลังกาย พัฒนานวัตกรรมขั้นสูงต่อ และก็เลิกคิดนวัตกรรมกิ๊บเก๋ ใช้ไม่ได้จริง จะเอาแต่ขายเอากำไร

ดูใน YouTube ที่มีนวัตกรรมของ DARPA กระทรวงกลาโหมสหรัฐอเมริกา หุ่นยนต์ หมายนต์ปีนเขา แบกน้ำหนักถึง 50 กิโล แขน-ขากลต่อเข้าเส้นประสาทในคนประสบอุบัติเหตุ คนตาบอดมองเห็นได้จากกล้องต่อเข้าสมองส่วนจอรับภาพ การคิด ประดิษฐ์

แม้จะลอกเลียน ก๊อบปี้ตอนแรก แต่เป็นสิ่งที่เอามาใช้ประโยชน์ได้จริง ไม่ใช่ระบบการศึกษาวิจัยของไทยเอาแต่บทความตีพิมพ์ไม่แก้ปัญหา จะเป็นไท และเป็นสังคม 4.0 จะได้มีปัญญากันถ้วนหน้า ขอขอบคุณนิตยสาร the Wisdom ที่ให้แบ่งปันบทความนะครับ.

หมอดื้อ